แค่เริ่มก็ไม่สวย - ดูบอลสด เว็บดูทีวีออนไลน์ คมชัด ดูบอลสด ทุกคู่ทุกลีกดัง TV24HD

แค่เริ่มก็ไม่สวย

adminzOctober 12, 2019
แค่เริ่มก็ไม่สวย

ช่วงพักเบรกทีมชาติ มาอ่านอะไรที่มันสบายๆ ผ่อนคลายสมองกันหน่อยดีกว่า แก้เหงาในนามที่ไม่มีบอลสโมสรลงเตะ เรื่องนี้จะมีทั้งหมด 3 ตอนนะครับ รอติดตามกันได้

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ถือหนังสือที่เป็นเหมือนวิทยานิพนธ์ของตัวเอง นำเสนอต่อ จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี่ เจ้าของ ลิเวอร์พูล และ ทอม เวอร์เนอร์ ประธานสโมสร

หนังสือเล่มนั้นประกอบไปด้วยเนื้อหากว่า 180 หน้า มีหัวข้อเรื่องชื่อ “1 วิสัยทัศน์, 1 สโมสร”

กุนซือ สวอนซี ในตอนนั้น ร่างแผนที่ชุบชีวิตสโมสร ซึ่งในซีซั่น 2011/12 เขาพาทีมจบอันดับ 8 ด้วยการมี 52 คะแนน

ร็อดเจอร์ส พูดอย่างละเอียดเกี่ยวกับ “วัฒนธรรม, ปรัชญา และการวางแผน” เขายืนยันว่าจะทำให้ทีมเล่นฟุตบอลด้วยเกมรุก เล่นเกมด้วยความน่าดึงดูด และจะดึงศักยภาพของดาวรุ่งที่มาจากอะคาเดมี่

แค่เริ่มก็ไม่สวย

ทันใดนั้น ทั้ง เฮนรี่ และ เวอร์เนอร์ รู้สึกปลาบปลื้ม เมื่อพวกเขาได้เจอผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเคนนี่ ดัลกลิช ในเดือนพฤษภาคม 2012

เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป ไม่ได้แค่เชื่อว่า ร็อดเจอร์ส เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ ที่ถูกสัมภาษณ์งานไปก่อนหน้านี้ แต่พวกเขายังจริงจังกับการดึง ร็อดเจอร์ส มาคุมทีมจนถึงขั้นพร้อมทิ้งแผนที่จะแต่งตั้งผู้อำนวยการกีฬาด้วย

ลิเวอร์พูล ได้พูดคุยกับ หลุยส์ ฟาน กัล โค้ชมากประสบการณ์ที่เพิ่งลาออกจาก บาเยิร์น มิวนิค

ตามแผนการบริหารงานของ ลิเวอร์พูล คือมีผู้อำนวยการกีฬาไว้คอยคานอำนาจไม่ใช้อำนาจตกไปเป็นของคนใดคนหนึ่งมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม ร็อดเจอร์ส แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขาไม่พร้อมที่จะทำงานในโครงสร้างแบบนั้น เขาขอความชัดเจนในประเด็นนี้จากกลุ่มเจ้าของทีม 3 หน ก่อนที่สุดท้ายจะตกลงรับงานนี้

 “ผมอยากทำให้มั่นใจว่าผมจะมีอำนาจสั่งการในเรื่องเกี่ยวกับฟุตบอลอย่างเต็มเปี่ยม” ร็อดเจอร์ส มีความคิดของตัวเองที่แน่วแน่

“ผมรู้ว่าสิ่งใดที่จะช่วยให้ผมทำงานได้ดี และโครงสร้างแบบนั้นก็ไม่ใช่โครงสร้างที่จะช่วยให้ผมประสบความสำเร็จในการทำงานได้ มันบ้าบอมากๆ ถ้าคุณเป็นผู้จัดการทีมของสโมสร แต่มีคนอื่นมาสั่งคุณว่าต้องมีนักเตะคนใดคนหนึ่งอยู่ในทีม มันไม่ได้ผลหรอก” หลังได้รับการแต่งตั้งเขาพูดออกมาอย่างมั่นใจ

อย่างไรก็ดี ชัยชนะในการเจรจาเรื่องนี้ของ ร็อดเจอร์ส เป็นเหมือนภาพลวงตา

ความจริงที่เกิดตามมาคือ เขาไม่เคยมีอำนาจสั่งการแบบเด็ดขาดในเรื่องที่ต้องการจริงๆ ถึงแม้สโมสรจะไม่ได้แต่งตั้งผู้อำนวยการกีฬา แต่กลุ่มเจ้าของทีม ก็ตั้งคณะกรรมการด้านการเสริมทัพ (Transfer Commitee, TC) มาแทน

คนที่อนุมัติให้มีตำแหน่งนี้ คือ จอห์น เฮนรี่ ซึ่ง TC นี้ประกอบไปด้วย ร็อดเจอร์ส, ไมค์ กอร์ดอน ประธาน FSG, เอียน แอร์ ประธานบริหาร, ไมเคิล เอ็ด เวิร์ดส์ ผู้อำนวยการด้านเทคนิก, เดฟ ฟัลโลวส์ หัวหน้าฝ่ายการเสริมทัพ และ แบร์รี่ ฮันเตอร์ หัวหน้าทีมแมวมอง

แค่เริ่มก็ไม่สวย

บรรดาเจ้าของทีมมองว่า ระบบ TC จะช่วยทำให้เกิดการตรวจตราอย่างละเอียดและทำให้เกิดความสมดุล อีกทั้งเพื่อรับประกันว่า ร็อดเจอร์ส จะไม่มีอำนาจมากเกินไป

แต่มันกลับทำให้เกิดบาดแผลที่รอวันฉีกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดที่ ร็อดเจอร์ส ทำงานอยู่ที่นี่

ข้อตกลงระหว่าง ร็อดเจอร์ส กับ กลุ่มเจ้าของทีม ดูเหมือนจะเป็นการประนีประนอมแต่มันแฝงด้วยความคุกรุ่นตั้งแต่แรก โดยทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่ได้สิ่งที่พวกเขาต้องการ

จริงอยู่ว่าไม่มีนักเตะคนไหนที่เข้ามาโดยขัดกับความรู้สึกของ ร็อดเจอร์ส แต่เขาก็ต้องไม่พอใจกับกระบวนการนี้อยู่เรื่อยๆ เพราะหมายความว่าตัวเองต้องพยายามเกลี้ยกล่อมให้คนอื่นใน TC เห็นตรงกับเขาว่าเป้าหมายที่ต้องการนั้นตรงกับความต้องการของสโมสร และคนคนนั้นสมควรเข้ามาร่วมทีมจริงๆ

ในตอนนั้น ร็อดเจอร์ส ถูกขัดขวางเรื่องที่จะซื้อผู้เล่น ยกตัวอย่าง คือ เขาต้องการ แอชลี่ย์ วิลเลี่ยมส์ และ ไรอัน เบอร์ทรานด์ แต่สุดท้ายเขากลับได้ มามาดู ซาโก้ กับ อัลแบร์โต้ โมเรโน่

มันคือความจริงตลอด 3 ปีครึ่งที่ทุกอย่างมันระเหยออกไปหมดแล้ว

ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2012 สถานะของ ลิเวอร์พูล ตอนนั้นห่างไกลมากหากเทียบกับตอนนี้

ก่อนหน้านั้น 3 ปี ทีมจบอันดับที่ 7, 6 และ 8 การแต่งตั้ง ร็อดเจอร์ส ถูกแบ่งความเห็นเป็นหลายส่วน

หลายคนรู้สึกว่า ดัลกลิช ไม่ได้รับความยุติธรรมจากการที่เขาพา ลิเวอร์พูล ได้แชมป์ ลีก คัพ รวมถึงเข้าชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ

และบางส่วนก็อยากได้ ราฟา เบนิเตซ กลับเข้ามาคุมทีม

ร็อดเจอร์ส ไม่ได้มีโปรไฟล์อะไรที่เลิศหรู เขาเข้ามาแอนฟิลด์ ตอนอายุ 39 ปี กับประสบการณ์ 3 ปีครึ่งในอาชีพผู้จัดการทีม

ความสำเร็จที่ติดตัวมาคือ ชนะเลิศ แชมเปี้ยนชิพ รอบเพลย์-ออฟ กับ สวอนซี แต่ถึงอย่างไรมันก็ทำให้เขามีความน่าประทับใจอยู่ในตัว

 “ผมคิดจากใจจริงว่า ลิเวอร์พูล คือสโมรสที่เป็นเหมือนใจกลางของวงการฟุตบอล” ร็อดเจอร์ส เผยตอนที่เปิดตัวกับทีม

 “ผมขอสัญญาว่าผมจะสู้เพื่อชีวิตของผม และสู้เพื่อผู้คนของเมืองนี้”

ร็อดเจอร์ส บอกว่าเขาจะทำให้การมาเยือน แอนฟินด์ เป็นเหมือน “90 นาทีอันสุดแสนทรมานที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของคู่แข่ง”

แค่เริ่มก็ไม่สวย

นั่นคือความตั้งใจของคนหนุ่มในวัยไม่ถึง 40 ปีเต็ม

หลังจากนั้น เราได้ยินคำพูดเท่ๆ หลายแบบจาก ร็อดเจอร์ส อย่างเช่น

 “คุณน่ะฝึกสุนัข ส่วนผมชอบสั่งสอนนักเตะ”

  “ผมมองนักเตะทุกคนว่าเป็นเหมือนลูกชายของผมเอง”

  “ในโลกของผมน่ะ ผมชอบสร้างมากกว่าการรอ”

  “ถ้าไม่ดื่มน้ำหลายวันคุณก็ไม่มีทางมีชีวิตรอดไปได้ แต่ถ้าไม่มีความหวังคุณก็ไม่มีทางอยู่รอดได้แม้กระทั่งวินาทีเดียว”

ในสนามซ้อม ร็อดเจอร์ส ทำให้บรรยากาศสดใสมากขึ้นกว่าเดิม

เขาพูดกับทุกคนในทีมแบบตรงไปตรงมาและบรรดานักเตะก็ชื่นชอบกับการซ้อมรูปแบบใหม่ของเจ้านายคนนี้

ลึกๆในคำพูดของ ร็อดเจอร์ส ก็สร้างความแปลกใจแก่ทุกคน ดังเช่นตอนที่เขาเริ่มอ้างคำพูดที่เป็นภาษาละตินในตอนประชุมทีม

โดยประโยคที่เขามักใช้บ่อยๆ คือ ‘Per aspera ad astra’ ที่แปลว่า “การจะขึ้นไปสู่ดวงดาวได้ก็ต้องผ่านความทุกข์ยากบ้าง”

ซัมเมอร์แรก ร็อดเจอร์ส ได้รับมอบหมายให้จัดการผู้เล่นอย่าง เดิร์ค เคาท์, แม็กซี่ โรดริเกซ, อัลแบร์โต้ อาควิลานี่, เคร็ก เบลลามี่ และ ชาร์ลี อดัม ออกจากทีม

ซึ่งเป็นไปตามนโยบายสโมสรที่จะใช้จ่ายสำหรับผู้เล่นที่มีอายุไม่เกิน 24 ปีในมูลค่าที่เหมาะสม

  “เราไม่ได้คาดหวังว่าปาฏิหาริย์จะเกิดในช่วงข้ามคืน” คำพูดจาก เฮนี่ ผู้ที่ต้องการให้ ร็อดเจอร์ส ขัดเกลาก้อนดินให้เป้นเพชรเม็ดงาม

ร็อดเจอร์ส มีงบให้ใช้ซื้อผู้เล่นแค่ 20 ล้านปอนด์ ซึ่งหากอยากได้ใครเพิ่มก็ต้องขายนักเตะที่มีออกไปให้ได้ก่อน

เขาใช้เงินก้อนนั้น คว้า ฟาบิโอ บอรินี่ และ โจ อัลเลน 2 ศิษย์เก่าที่เคยทำงานด้วยกันที่ สวอนซี

เสียงวิพากษ์ออกมาเพราะ บอรินี่ ผู้มีค่าตัวถึง 10.4 ล้านปอนด์ มีสถิติยิงประตูเพียง 3 ลูกเท่านั้น

ส่วน อัลเลน กับค่าตัว 15 ล้านปอนด์ ตอนแรกเจ้าของทีมมองว่าตัวเลขระดับนี้มันสูงเกินไป แต่ ร็อดเจอร์ส ก็เกลี้ยกล่อมจนได้มาสมใจ

“ชาบี แห่ง เวลส์” คือคำที่ ร็อดเจอร์ส ติดแท็กให้กับลูกรักคนนี้

“เด็กคนนี้มีลักษณะเฉพาะตัว เขารักในฟุตบอล เขาสูงแค่ 5 ฟุต 6 นิ้ว แต่ในความเป็นนักฟุตบอลแล้ว เขามีความสูงถึง 7 ฟุต 6 นิ้ว เลยทีเดียว” ร็อดเจอร์ส สาธยายความเป็น อัลเลน ในสนาม

แค่เริ่มก็ไม่สวย

คือ ร็อดเจอร์ส พยายามจะอธิบายว่า ถึงแม้ อัลเลน จะตัวเล็กแต่เมื่ออยู่ในสนามแล้ว เขามีอิทธิพลต่อทีมสูงมาก

ร็อดเจอร์ส ต้องรับชะตากรรมในสิ่งที่เขาไม่ต้องการแม้แต่นิดเดียว

ก่อนหน้าที่ ร็อดเจอร์ส จะได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่กับ ลิเวอร์พูล นั้น สโมสรไปตกลงทำสารคดีแบบเจาะลึกรายละเอียดทุกอย่างของทีมจำนวน 6 ตอนกับ ฟ็อกซ์ ซอคเกอร์

หนึ่งในตอนที่แพร่ออกมา มีภาพที่กล้อง ถ่ายไปยังบ้านของ ร็อดเจอร์ส แล้วเห็นรูปของเขาห้อยอยู่ตรงกำแพงในบ้านที่ ฟอร์มบี้

ซึ่งนั่นมันอาจออกมาดูไม่ดีเท่าไหร่สำหรับคนที่คิดในแง่ลบ

บางคนที่ไม่ชอบอาจคิดไปว่า ร็อดเจอร์ส หลงตัวเองถึงขนาดเอารูปตัวเองขึ้นมาติดตรงกำแพง ทั้งที่จริงๆแล้วภาพนี้มันเป็นของขวัญจากแฟนบอลพิการที่ทำให้เขาตอนที่อยู่กับ สวอนซี

อีกตอนหนึ่ง คือเป็นตอนที่ถ่ายทำตอนที่ ร็อดเจอร์ส พูดในที่ประชุมทีมก่อนหน้าฤดูกาลใหม่จะเริ่มขึ้น

 “ฉันคิดว่ามีนักเตะ 3 คนที่จะทำให้เราผิดหวังในฤดูกาลนี้ ไม่ว่าจะทั้งด้านสาเหตุ, การต่อสู้ และทุกอย่าง ซึ่งฉันก็เขียนชื่อคนเหล่านั้นลงไปในซองจดหมาย 3 ฉบับนี้แล้ว ทำให้มั่นใจนะว่านายจะไม่อยู่ในซองจดหมายเหล่านี้น่ะ”

มีหลายคนไม่เข้าใจกับคำพูดของ ร็อดเจอร์ส ซึ่ง เกล็น จอห์นสัน คือหนึ่งในคนที่มองเขาด้วยท่าทีงงสุดขีด

แค่เริ่มก็ไม่สวย

“ผมจำได้ว่าตอนนั้นผมมองไปรอบๆ ห้องโดยที่คิดไปด้วยว่า -เขาเอาจริงดิ ?-“ จอห์นสัน เผย

 “ตอนนั้นคุณสามารถเดิมพันแบบหมดตัวได้เลยว่าพวกซองจดหมายพวกนั้นน่ะไม่มีอะไรอยู่ข้างในจริงๆ หรอก มันเป็นการพูดเหมือนกับว่า -พยายามให้เกิดการตื่นตัว- น่ะ”

เรื่องนี้ ร็อดเจอร์ส ไม่ใช่คนแรกที่ใช้กลยุทธ์แบบนี้ เดิมทีมันก็เป็นแผนกระตุ้นทางจิตวิทยาของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เหมือนกัน

ร็อดเจอร์ส อยากได้ คลินท์ เดมพ์ซี่ย์ จาก ฟูแล่ม เอามากๆ แต่เหล่าเจ้าของทีมมองว่า ค่าตัว 6 ล้านปอนด์ กับนักเตะอายุ 29 ปี และเหลือสัญญาปีสุดท้าย มันแพงเกินไป

ร็อดเจอร์ส ถึงขั้นที่ยอมเสนอ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เป็นข้อแลกเปลี่ยนในดีลนี้ และบอกกับ เฮนโด้ ว่าให้ย้ายออกไปได้เลย

เฮนเดอร์สัน ในวันนั้น วิ่งกลับไปที่ห้องพร้อมน้ำตา โทรหาพ่อและยืนหยัดว่าจะอยู่ที่นี่ต่อไปและจะสู้เพื่อพิสูจน์ให้ ร็อดเจอร์ส รู้ตัวเองว่า คิดผิด

สุดท้าย เดมพ์ซี่ย์ ย้ายไปอยู่กับ สเปอร์ส และ ร็อดเจอร์ส ก็ไม่สามารถซื้อใครเข้ามาอีกได้เลยในช่วงซัมเมอร์ ปี 2012

ยิ่งแล้วไปกันใหญ่ บอรินี่ ได้รับบาดเจ็บเท้าแตก ร็อดเจอร์ส จึงเหลือเพียง หลุยส์ ซัวเรซ ที่เป็นกองหน้าอาชีพเพียงคนเดียวในช่วงครึ่งซีซั่นแรกของฤดูกาล 2012/2013

แฟนๆในตอนนั้นเดือดดาลมาก จน เฮนรี่ ต้องชี้แจงอธิบายด้วยตัวอักษรกว่า 800 คำในจดหมายเปิดผนึก

  “เราจะลงทุนเพื่อความสำเร็จ ไม่ใช่ว่า แพง เพื่อระยะสั้น และแก้ไขในรวดเร็ว”

ความหมายง่ายๆของ เฮนรี่ ก็คือ ทีมจะลงทุนเพื่อความยั่งยืนไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาในระยะสั้น

FSG ดึง เจน ชาง เข้ามาเป็นผู้อำนวยการด้านการสื่อสาร ขณะที่ ลิเวอร์พูล ทำผลงานออกสตาร์ทได้แย่สุดในรอบศตวรรษ

อดีตนักเขียนและผู้ผลิตของ สปอร์ต อิลลัสเทรตด์ ยุ่งอยู่กับการพูดกับนักข่าวแบบสั้นๆ ว่า ร็อดเจอร์ส คือคนที่ต้องโดนตำหนิ จากการที่ไม่เซ็นสัญญากับ แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ เพราะกังวลเรื่องทัศนคติของเขา

ชาง ที่ขอให้นักข่าวทุกคนซึ่งมีหน้าที่ทำข่าวเกี่ยวกับสโมสรเป็นประจำทำการร่างเอกสารขึ้นมานั้น ต้องแยกทางกับทีมภายในเวลาเพียง 6 เดือน หลังจากโดนกล่าวหาว่าไปขู่เล่นงานแฟนบอล ลิเวอร์พูล รายหนึ่งที่สร้างบล็อกขึ้นมาโดยที่แกล้งทำตัวเป็นนักข่าว เขาบอกลาสโมสรด้วยความยินยอมร่วมกัน และกลับไปที่สหรัฐฯ

ผ่านไปครึ่งทางของ ซีซั่น 2012/13 ลิเวอร์พูล ปักหลักอยู่อันดับที่ 10 มีแค่ 25 คะแนน

นูริ ซาฮิน ที่ยืมจาก เรอัล มาดริด ถูกส่งตัวกลับ เช่นเดียวกับที่ โจ โคล ที่ถูกปล่อยตัวออกจากสโมสร

เข้าสู่ช่วงเดือนมกราคม ลิเวอร์พูล ดึง แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ เข้ามาด้วยเงิน 12 ล้านปอนด์ หลัง ร็อดเจอร์ส ถูกโน้มน้าวให้ตัดสินใจคว้าตัวหัวหอกรายนี้

แค่เริ่มก็ไม่สวย

นอกจากนี้ คณะกรรมการด้านการเสริมทัพ(TC) ก็หมายตัว ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ และดึงจาก อินเตอร์ มิลาน ด้วยค่าตัว 8.5 ล้านปอนด์

แค่เริ่มก็ไม่สวย

ผลกระทบเชิงบวกที่ ร็อดเจอร์ส ได้ผู้เล่นเข้ามาช่วงตลาดหน้าหนาว ส่งให้จบซีซั่นนั้น ลิเวอณ์พูล มี 61 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 7 ของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก

สิ่งดีๆ ที่ ร็อดเจอร์ส สร้างไว้ปีแรกคือ การดัน ราฮีม สเตอร์ลิง ขึ้นมา

  “ผมเชื่อว่าการทำอย่างนี้จะทำให้นักเตะวัยหนุ่มยอมสู้จนถึงขนาดวิ่งทะลุรั้วหนามได้ ส่วนพวกนักเตะวัยเก๋าก็จะพยายามหาช่องว่างระหว่างรั้วหนาม”

รวมถึงรีดฟอร์ม หลุยส์ ซัวเรซ ให้เป็นนักเตะ ลิเวอร์พูล คนแรกนับตั้งแต่ เฟร์นานโด ตอร์เรส ทำไว้ตอนปี 2008 ที่ยิงได้แตะหลัก 30 ประตู

อย่างไรก็ตาม ซัวเรซ ต้องโดนโทษแบน 10 นัด ตั้งแต่เดือน เมษายน โทษฐานที่ไปกัด บรานิสลาฟ อิวาโนวิช

ในส่วนของ เจมี่ คาร์ราเกอร์ ก็ตัดสินใจเลิกเล่นฟุตบอล หลังใช้ชีวิตกับทีมมา 16 ปี

ซึ่ง ร็อดเจอร์ส มารู้เรื่องที่ คาร์ราเกอร์ มีแผนจะแขวนสตั๊ดได้ไม่นานหลังจากที่เข้ามารับตำแหน่ง แต่เขาก็ยกเลิกคำสัญญาในตอนแรกที่เคยบอกว่าจะให้ คาร์ราเกอร์ มา เป็นหนึ่งในทีมสตาฟฟ์ของเขา

“เขาเปลี่ยนใจและเอา ไมค์ มาร์ช จากอะคาเดมี่เข้ามาแทน ซึ่งที่จริงมันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรหรอกนะ”

  “ผมคิดอยู่เสมอว่าถ้าผมได้เป็นสตาฟฟ์จริงๆ แล้วมันจะเป็นยังไง และมันจะทำให้ผมชื่นชอบงานโค้ชรึเปล่า?”

ฤดูกาลที่สองของ ร็อดเจอร์ส กับ ลิเวอร์พูล เขาทำบางอย่างที่ต่างไปจากซีซั่นแรก…