แค่ตุลาคมเท่านั้น! - ดูบอลสด เว็บดูทีวีออนไลน์ คมชัด TV24HD

แค่ตุลาคมเท่านั้น!

adminzOctober 8, 2019
แค่ตุลาคมเท่านั้น!

ผมจัดการเขียนเรื่องลงหนังสือพิมพ์สตาร์ซ้อคเกอร์ ไปแล้ว บางส่วนในออนไลน์คือการสรุปความบางสิ่งบางอย่าง อันเป็นที่มาที่ไป ในความพ่ายแพ้ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้

อย่างที่เป๊ป กวาร์ดิโอล่า บอก มันไม่ใช่โลกสวยหรือคิดบวก “มันแค่เดือนตุลาคมเอง ยังมีอีกหลายเกมให้เล่น”

ใช่ครับอีก 30 เกม กับ 7 เดือนครึ่งที่เหลือ มันยังมีอะไรพลิกผันได้ในลีกนี้ (twist&turn) โดยเฉพาะวูล์ฟกับนอริช ยังพลิกชนะเรือได้ ดังนั้น “หงส์แดง” ลิเวอร์พูลผู้นำ 8 คะแนน ยังวางใจอะไรไม่ได้เช่นกัน

แค่ตุลาคมเท่านั้น!

คำถามถึงความพ่ายแพ้ก่อน…บอลมันแพ้กันได้แหละครับ เพียงแต่วูล์ฟมาเยือนทีมทอป 6 มีปัญหาและดูตามเชิงเรือไม่น่าพลาด ขอสรุปคร่าวๆให้เห็นภาพ

 1 เกมยุโรป??

    อย่าลืมว่าแมนฯซิตี้ ไม่ได้เดินทางไปไหนเล่นในบ้าน ได้พักสองวัน ส่วนวูล์ฟเดินทางไปตุรกี ไปกลับ 4,000 ไมลส์ ในศึกยูโรปา ลีก แถมบุกชนะเบซิคตัส เจเค (ทีมโปรดน้องเขยผมคนตุรกี)

ทีมนูโน ซานโต พึ่งตั้งหลักได้จากประสบการณ์ใหม่ตรงนี้ แถมยังต้องเล่นคืนวันพฤหัสบดี การพักน้อยกว่าแน่ๆ ดังนั้นความเสียเปรียบก่อนเกมนี้ ควรจะต้องบอกว่า… เป็นของ “หมาป่า” มากกว่า “เรือใบ”

    2 ตัวเจ็บ…

    แมนฯซิตี้ขาด อายเมอริก ลาปอร์ก ไปก่อนหน้านี้หลายนัดแล้ว จอห์น สโตน ก็เดี้ยงอีกโดยตำแหน่งเซนเตอร์แบกใช้ แฟร์นันดินโญ แก้ขัดไปก่อน เกมนี้ กานเซโล แบ็กขวาที่ถูกจับเล่นแบ็กซ้าย

นี่คือแบกคนที่สี่ที่เปลี่ยนตัวสี่นัดล่าสุดของ เป๊ป แถมหมดครึ่งแรกเปลี่ยน ไคล์ วอล์คเกอร์ ออกเพื่อโยก กานเซโล กลับไปแบกขวา แล้วส่ง ชินเซนโก้ ลงมาเล่นแบ็กซ้าย

แค่ตุลาคมเท่านั้น!

    กานเซโล นี่เคยเป็นลูกน้องเก่าของ นูโน ซานโต สมัยเล่นให้บาเลนเซีย 21 นัดในลา ลีกา ขณะที่นัดนี้ไม่มี เควิน เดอ บรอยน์ จอมแอสซิสต์ที่บาดเจ็บ (อีกแล้ว) ตัวแทนเพียบเลยทั้ง ริยาด มาห์เรซ,ดาบิด ซิลบา, ราฮีม และ กุน ในเกมรุก

อาจจะขาดตัวเปิดป้อนจากนอกเขต…แต่ตัวที่ทดแทนก็ไม่ขี้เหร่หรือแย่กว่า หลายครั้งพอหมุนตัวผู้เล่น ทีม ชนะมาตลอด ผมว่าตัวเจ็บ…โดยเฉพาะกองหลังไม่น่าเกี่ยว มันเกี่ยวกับแทกติกในข้อต่อไป

3แทกติก 50-50

    แน่นอน แทกคิก นูโน เวิร์ค..รับแน่นแล้วสวนคมๆ มันใช้ได้ผล ในเกมกีฬานั้น..แทกติก ทุกแทกติกดีหมดครับ ขึ้นกับว่า “ใช้ได้” หรือ “ไม่ได้”

อันนี้เกิดจากการวิเคราะห์ของโค้ชและทีมงาน ว่า “แทกติกนี้” เข้ากับทีมมั้ย อย่างนูโน ซานโต จะไปเล่นเหมือนแมนฯซิตี้ คงไม่ใช่ ที่ว่าแทกติก 50-50 นั้นหมายถึง ชัยชนะมาจากวูล์ฟ 50 และความพ่ายแพ้ของเรือใบเกิดจากตัวเองอีก 50

โดยเรือใบขาดครีเอทีฟในเกมรุกอย่าง เดอบรอยน์ไป แต่พวกเขายังหาโอกาสเข้าไปยิงประตูวูล์ฟแฮมป์ตันได้ถึง 18 ครั้ง เพียงแต่”โอกาสสกอร์” ( Big chances created )

อันนี้หมายถึงการสร้างโอกาสที่จะได้ประตู ของแมนฯซิตี้จาก 18 ครั้งนั้น พวกเขาทำได้แค่ 2 แล้วเมื่อดูทีมที่ครองบอล 26% อย่างวูล์ฟ พวกเขาสร้าง “โอกาสสกอร์” ได้ตั้ง 4 ครั้ง (สวนกลับล้วนๆ) ได้ 2 ลูก จริงๆแล้วตรงนี้น่าจะเป็นเหตุผล 50% ที่ทำให้เรือใบยิงประตูไม่ได้

ส่วนการได้โต้กลับของวูล์ฟนั้นจัดว่ายอดเยี่ยม ในแง่แทกติก โดยแนวทางของ นูโน ขอไม่พลาด ไม่เสีย รับให้แน่นก่อน เสมอได้แต้ม…กลับบ้านแฮปปี้แล้ว

แค่ตุลาคมเท่านั้น!

    ทว่า…เกมสวนกลับมาเป็นโบนัสพิเศษให้ เพราะเมื่อแมนฯซิตี้ เสียบอลแดนบน เสียบอลหน้าเขตโทษของวูล์ฟ การตัดฟาวล์ การเบรกเกมของพวกเขาที่เคยใช้ได้ผลก่อนหน้านี้ ทำไม่ค่อยได้…

อย่าลืมนะครับจุดเด่นของทีมเป๊ป ไม่ใช่แค่ครองบอลบุก แต่เมื่อเสียบอลจะรุมเพรสซิงแย่งคืนทันที

ถ้าแย่งไม่ได้….จะโดนสวนกลับ รีบตัดฟาวล์แบบเนียนๆ เกมนี้พวกเขาเสียบอล ซึ่งมันเกิดขึ้นอยู่แล้วในเกมแต่กลับเพรสคืนได้ยาก

แถมตัดฟาวล์ไม่ได้ถนัดมากนัก…จึงเสียประตู 1-0 แล้วพอเสีย 1-0 คราวนี้ตัดฟาวล์กันใหญ่เลยโดนใบเหลืองระนาว นักเตะที่โดนเหลือง 4 คน ทั้ง แฟร์นันดินโญ, กานเซโล, กุนโดกัน และ โรดรี้

เสี่ยงต่อการโดนเหลืองสองอีกต่างหาก อีกทั้งการเล่นแบบแมนฯซิตี้ มันคือการเล่นบอลครึ่งสนามแดนคู่แข่ง high line defence อันหมายถึงพื้นที่ฝั่งตัวเองจะโล่งโจ้งตั้ง 50 หลา

เสียบอลแล้วโดนสวนกลับมา…ให้โคตรกองหลังก็ป้องกันยาก ทางดีสุดคือป้องกันเสียตั้งแต่ตอนเสียบอล เพียงแต่มันหลุดด่านนั้นมาแล้ว เจอความเขี้ยวของ ฮิเมเนส และความเร็วของ อดามา แถมยิงได้คมกริบ

นี่ย่อมหมายความว่าแทกติกรับแล้วโต้ของ นูโน ซานโต ได้ผล จริงๆเกมน่าจะจบที่ 0-0 เพราะ 50% ที่เรือใบรุกไม่ได้ผล แต่มาเจอ 50% โต้กลับของวูล์ฟสุดคมบวกไปอีกเลยแพ้

คิดดู อดามา ตราโอเร อดีตนักเตะฝึกหัดบาร์เซโลนา ไม่ยิงประตูมา1 ปีแล้ว….(ก.ย. 2018) นัดนี้กดไปสองลูกเลย

แค่ตุลาคมเท่านั้น!

    นั่นคือภาพของความพ่ายแพ้ของแมนฯซิตี้ และส่งผลให้โดนทิ้ง 8แต้ม มันมีสถิติการออกตัวเมื่อผ่าน 8 นัดแรกยุคพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็น “ลิเวอร์พูล” นำหน้ามากที่สุด

โดยปีก่อนหงส์นำ 7 แต้มแต่มันคือผ่านไป 20 เกม แต่นี่นำ 8 แต้มจาก 8 เกม ลองดูตัวเลขเปรียบเทียบครับเมื่อผ่านไป 8 นัดแรก

ลิเวอร์พูล 2019-20 8
เชลซี 2014-15 5
นิวคาสเซิล 1995-96 4
แมนฯยูฯ 1999-00 4
เชลซี 2013-14 4

ปีที่แล้วหงส์แดงนำแมนฯซิตี้มากสุดคือ 7 แต้ม แต่นั่นมันผ่านไป 20 นัดแล้วเข้าสู่ช่วงครึ่งซีซั่นหลัง มันเริ่มจาก

3 ม.ค. พวกเขาแพ้ แมนฯซิตี้ 2-1 ก่อนลงสนามนำ 7 แต้ม พอแพ้เหลือ 4
12 ม.ค. ชนะไบรท์ตัน 1-0 นำ 4 แต้ม
30 ม.ค. เสมอ เลสเตอร์ 1-1 นำ 5 แต้ม
2 ก.พ. เสมอ เวสต์แฮม 1-1 นำ 3 แต้ม
9ก.พ. ชนะบอร์นมัธ 3-0 นำ 3 แต้ม
24 ก.พ. เสมอแมนฯยูฯ 0-0 นำ 1 แต้ม
27 ก.พ. ชนะ วัตฟอร์ด 5-0 นำ 1 แต้ม
3 มี.ค. เสมอ เอฟเวอร์ตัน 0-0 ถูกแมนฯซิตี้ นำ 1 แต้ม

หลังจากนั้นลิเวอร์พูลชนะรวดใน 9 นัดสุดท้าย แต่แมนฯซิตี้ โกยแต้ม 14 เกมรวดนับจากแพ้นิวคาสเซิล 29 ม.ค.

ประเด็นคือว่า…แมนฯซิตี้ ตามหลัง 8 แต้มตั้งแต่เริ่มต้น 8 เกม จะว่ามันมีโอกาสไล่ทันก็ใช่นะครับ อีกตั้ง 30 นัด พึ่งเดือนตุลาคมอย่างที่ เป๊ป ให้สัมภาษณ์กับสื่ออังกฤษ

เพียงแต่ว่าการโดนทิ้งห่างแต่หงส์โห่…ตอนนี้ มันมีนัยสองประการที่สำคัญ หนึ่ง….คือความกดดันของลิเวอร์พูลลดลง สอง….มันกลับไปเพิ่มให้ทีมเจเคมีความเชื่อมั่นในทีมมากขึ้น

แค่ตุลาคมเท่านั้น!

ลองสังเกตดูใน 8 นัดแรกของหงส์แดง พวกเขาเก็บชัยชนะในเกมที่ไม่ชนะเมื่อปีก่อน ชนะเชลซี, ชนะเลสเตอร์

วันที่ 20 ต.ค. ถ้าความเชื่อมั่นที่มีมากขึ้นเจอกับทีมคู่ปรับ ผู้พร้อมจะเป็นตัวขัดขวาง ตัดแต้ม เหมือนปีก่อนที่พลาดเสมอ 0-0 โดย โอเล กุนนาร์ โซลชา เป็นโค้ชแทน โชเซ มูรินโญไปแล้ว

อย่างที่โซลชา บอก เจอลิเวอร์พูลมันคือ perfect Match ในการที่เด็กผีจะกอบกู้ศักดิ์ศรีและความเชื่อมั่นกลับมา

 jk เองก็คิดแบบนั้นว่ามันจะเป็นเกมที่ลูกทีมของเขาต้องรักษา 8 แต้มต่อไป ส่วนเป๊ป เองก็ย่อมรอลุ้นผลแดงเดือดที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เช่นกัน