เป๊ป..มึงคิดได้ไงครับเนี่ย? - ดูบอลสด เว็บดูทีวีออนไลน์ คมชัด ดูบอลสด ทุกคู่ทุกลีกดัง TV24HD

เป๊ป..มึงคิดได้ไงครับเนี่ย?

adminzNovember 2, 2019
เป๊ป..มึงคิดได้ไงครับเนี่ย?

ฤดูกาลที่แล้ว แมนฯ ซิตี้ คือทีมแรกและทีมเดียวที่ยัดเยียดความปราชัยให้ ลิเวอร์พูล ในศึกพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ก่อนใช้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญช่วยให้พวกเขาพุ่งทะยานเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งช่วยให้โลกสงบสุขอย่างฉิวเฉียด

เมื่อวาน ผมทำการวิเคราะห์ถึงผลงาน 10 นัดแรกในพรีเมียร์ลีกของ ลิเวอร์พูล ไปแล้วว่าเจ๋งมากขนาดไหน วันนี้ขออนุญาตประเมินผลงาน 10 นัดแรกของแชมป์เก่าอย่าง แมนฯ ซิตี้ ที่เป็นคู่ขับเคี่ยวของหงส์แดงกันบ้าง โทษฐานที่พวกเขาคือความหวังอันสูงสุดของชาวโลก (และดาวอังคาร)

หลังจากผ่าน 10 นัดแรก ทีมสำเภาเศรษฐีพลาดท่าแต้มหล่นหายไปแล้ว 3 นัด โดยแบ่งเป็นความพ่ายแพ้ถึง 2 นัดเลยทีเดียว

สถิติคือชนะ 7 เสมอ 1 และแพ้ 2 โดยยิงได้ถึง 32 ประตู และเสียไป 9 ประตู

เมื่อดูจากค่าเฉลี่ยในการยิงประตูที่สูงถึงเกมละ 3.2 ดอก แมนฯ ซิตี้ คือทีมที่มีเกมรุกดุดันและกะซวกไส้แตกมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก

ส่วนฟอร์มการเล่นโดยรวมของ แมนฯ ซิตี้ ก็ยังถือว่าน่าขามเกรงนะครับ วันไหนที่สามารถทำได้ตามมาตรฐานตัวเอง บอกคู่แข่งของพวกเขาได้คำเดียวว่า “บรรลัย”

เพียงแต่สิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดจาก 10 เกมแรก คือ แมนฯ ซิตี้ หลุดง่ายกว่าเดิม !!!

ผ่านไปแค่ 8 นัด พวกเขาเสียหลักพุ่งชนความพ่านแพ้ไปแล้วถึง 2 นัดต่อทีมรองบ่อน

เหตุผลสำคัญอยู่ที่ “เกมรับ” นั่นแหละครับ

เนื่องเพราะแผงหลังของทีมปลาฉลามสีฟ้ามักแสดงความผิดพลาดออกมาเป็นประจำเกือบทุกนัดเลยทีเดียว ทีนี้จึงขึ้นอยู่กับว่าคู่แข่งจะฉกฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของพวกเขาได้มากขนาดไหน

ถ้าคู่แข่งของพวกเขาทำสำเร็จมันก็จะเกิดเหตุการณ์อย่างที่เห็นในเกมที่พ่าย นอริช กับ วูล์ฟส์ นั่นแหละ

ในเกมล่าสุดกับ แอสตัน วิลล่า กองหลังของ แมนฯ ซิตี้ ก็แสดงความผิดพลาดออกมานะครับ – บุญยังรักษาที่ไม่โดนลงโทษสถานหนัก

จังหวะหนึ่งเซ็นเตอร์แบ็คอย่าง จอห์น สโตนส์ บรรจงจ่ายบอลให้คู่แข่งแบบไม่มีเหตุผลและไม่ต้องการความเข้าใจใดๆ ทั้งสิ้น

จ่ายบอลพลาดทั้งๆ ที่ไม่ได้ถูกกดดันอะไรด้วยนะครับ อยู่ดีๆ ก็จ่ายบอลเสียดื้อๆ ซะอย่างนั้น

พูดถึงกองหลังค่าตัว 47.5 ล้านปอนด์ผู้นี้ ขอบอกว่าเขาเป็นหนึ่งใน “จุดอ่อน” ของเกมรับ เพราะทั้งประมาทและเลินเล่อ ชอบโชว์เหนือ และเสี่ยงในจังหวะที่ไม่ควรจะเสี่ยงแบบไม่จำเป็น

เช่นเดียวกับปราการหลังตัวกลางอีกคนอย่าง นิโกลัส โอตาเมนดี้ ที่ไว้ใจอะไรไม่ได้มากนัก ต่อเมื่อปราศจาก แว็งซองต์ ก็องปานี ที่ไม่ได้อยู่กับทีมแล้ว และเอเมอริค ลาปอร์กต์ ที่ถูกอาการบาดเจ็บลักพาตัวไปแบบยาวๆ เกมรับของ แมนฯ ซิตี้ จึงมีปัญหา

ขนาดอยู่กันครบๆ เมื่อฤดูกาลที่แล้วเกมรับของ แมนฯ ซิตี้ ก็ยังถือว่ามีจุดอ่อนเหมือนกัน เพียงแต่ปรัชญาลูกหนังของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คือการครองบอล คุณพี่เขาเน้นการครองบอลเป็นสำคัญ ซึ่งถ้าคิดง่ายๆ ตามหลักคณิตศาสตร์ว่าถ้าคุณครองบอลได้ถึง 70% นั่นหมายความว่าคู่แข่งจะได้ครองบอลแค่ 30% เท่านั้น – แล้วยังต้องไปหาโอกาสทำประตูจาก 30% ที่ตัวเองได้ครองบอลนั่นแหละ

ในสายตาของผม “เป๊ป” จัดเป็นกุนซือที่สติเฟื่องคนหนึ่งของวงการ เขาจะพยายามค้นคิดพลางหาวิธีการเล่นแบบใหม่ไปเรื่อยๆ เพื่อพัฒนารูปแบบการเล่นของทีมตัวเองให้ล้ำยุคตลอดเวลา

เราจะเห็นว่าฤดูกาลนี้ พี่แกใช้ผู้รักษาประตูเป็นส่วนหนึ่งในปรัชญาการเล่นของตัวเองด้วย

เอแดร์ซ่อน ถูกสั่งให้ออกมายืนสูงอยู่นอกกรอบ ประหนึ่งเป็นกองหลังหรือผู้เล่นอีกหนึ่งคนในสนาม คล้ายๆ วิธีการเล่นแบบ “เพาเวอร์เพลย์” ในบอลโต๊ะเล็กอย่าง “ฟุตซอล” นั่นแหละ

จุดประสงค์เพื่อให้มีผู้เล่นประเภท “เอาต์ฟิลด์” เพิ่มขึ้นอีก 1 คนในสนาม

เมื่อมีผู้เล่นเพิ่มขึ้นอีก 1 คน กองหลังก็สามารถขยับขึ้นไปเล่นในแดนกลาง เท่ากับว่าทีมคุณจะมีกองกลางมากกว่าคู่แข่งอีก 1 คน

ผู้เล่นมากกว่าก็ย่อมครองบอลได้มากกว่า

เช่นเดียวกับการเอา “มิดฟิลด์ตัวรับ” ลงมาเล่นเป็น “เซ็นเตอร์แบ็ค”

ย้อนกลับไปในเกมที่บุกเชือด คริสตัล พาเลซ ถึงถิ่น กุนซือวัย 48 กะรัตผู้นี้ใช้มิดฟิลด์ตัวรับอย่าง แฟร์นานดินโญ่ กับ โรดรี้ เล่นเป็นเซ็นเตอร์แบ็คคู่กันทั้งๆ ที่ จอห์น สโตนส์ หายเจ็บกลับมาแล้ว

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือเขาไม่ไว้ใจผู้เล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็คจริงๆ ที่ตัวเองมีอยู่ และอีกประการหนึ่งคือต้องการใช้มิดฟิลด์ในคราบกองหลังนี่แหละเป็นคนเซ็ตเกมขึ้นมาจากแดนหลัง

จัดเป็นวิธีการที่ “อินดี้” สุดๆ จนต้องอุทานในใจเป็นภาษาโดธราคีว่า “มึงคิดได้ไงครับเนี่ย?”

การเอามิดฟิลด์ไปเล่นเป็นกองหลังช่วยให้ แมนฯ ซิตี้ ขึ้นเกมพลางครองบอลได้ลื่นไหลมากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นจุดอ่อน เพราะมิดฟิลด์อย่างไรก็คงเล่นเกมป้องกันสู้กองหลังอาชีพจริงๆ ไม่ได้

อย่างไรก็ตาม

สังเกตได้ว่า แฟร์นานดินโญ่ สวมบทเซ็นเตอร์แบ็คได้ไม่เลวเลยทีเดียว ช่วยเซฟจังหวะสำคัญๆ ให้ทีมได้ตลอด แม้บางจังหวะจะออกลูกเฟอะฟะบ้างก็ตาม

อย่างน้อยก็ดูจะไว้เนื้อเชื่อใจได้มากกว่าทั้ง จอห์น สโตนส์ และ นิโกลัส โอตาเมนดี้

สำหรับวิธีหยุด แมนฯ ซิตี้ ที่ วูล์ฟส์ เป็นผู้สาธิตให้เห็นในเกมที่ 8 ของพรีเมียร์ลีก

อันดับแรกคือวางเกมรับให้แน่นหนามากที่สุด เพื่อลดทอนประสิทธิ์ภาพในเกมรุกของพวกเขาพลางหาจังหวะสวนกลับฉับพลันด้วยลูกยาวให้ผู้เล่นที่มีสปีดกงล้อตีนสูงและถึกควายทุยอย่าง อดาม่า ตราโอเร่ เป็นตัวทำ เพราะด้วยรูปแบบการเล่นของ แมนฯ ซิตี้ กองหลังดันขึ้นมาสูงจนเปิดพื้นที่ว่างในแดนตัวเอง

กุนซือของ คริสตัล พาเลซ อย่าง รอย ฮ็อดจ์สัน ก็พยายามใช้วิธีเดียวกันกับทีมหมาป่านะครับ คือสั่งให้ลูกทีมถอยร่นลงไปตั้งรับลึกๆ พลางหาจังหวะสวนกลับด้วยลูกยาว เป้าหมายคือปีกที่มีความรวดเร็วและคล่องตัวสูงอย่าง วิลฟรีด ซาฮา เพียงแต่ไม่สามารถฉกฉวยโอกาส เปลี่ยนความผิดพลาดของ แมนฯ ซิตี้ มาเป็นประตูได้เท่านั้นเอง

กระนั้นวิธีการเล่นแบบนี้ คือสิ่งที่ทุกทีมย่อมทราบกันดีอยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่มักจะต้านไม่อยู่

เพราะฉะนั้นจึงต้องภาวนาให้เกมรุกของ แมนฯ ซิตี้ ถูกวิญญาณสากกะเบือเข้าสิงด้วย…ถึงจะรอด

เหมือนเกมที่พ่าย วูล์ฟส์ แบบคาบ้านนั่นแหละ เมื่อทีมสีฟ้าแห่งแมนเชสเตอร์ไม่มี เควิน เดอ บรอยด์ ประสิทธิ์ภาพในเกมรุกลดลงไปอย่างชัดเจน

ในฐานะของโคตรทีมไร้เทียมทาน แน่นอนว่า แมนฯ ซิตี้ จะต้องเจอกับวิธีการเล่นแบบนี้อีกหลายนัดทีเดียว

ทีนี้ไปดูผลงาน 10 นัดแรกของแชมป์เก่าเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

สถิติคือชนะ 8 เสมอ 2 และแพ้ 0 โดยสะสมได้ 26 แต้มเท่ากับ ลิเวอร์พูล แต่มีผลต่างประตูได้-เสียที่ดีกว่า

ความแตกต่างคือฤดูกาลนี้ ลูกทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต้องตามตูดไปแล้วถึง 6 แต้ม

มองโลกในแง่ดี ยังเหลืออีกตั้ง 28 นัด เส้นทางยังอีกยาวไกลกว่าจะถึงเส้นชัย

แต่อย่าลืมว่า แมนฯ ซิตี้ ไม่ได้รับอนุญาตให้พลาดง่ายๆ อีกแล้วนะครับ แถมยังต้องกะซวกชัยให้ได้ถึง 25 นัดเป็นอย่างต่ำ

เท่านั้นไม่พอ

10 เกมที่ผ่านมาในพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล เจอทีมวรรณะเดียวกันอย่าง อาร์เซน่อล, เชลซี, แมนฯ ยูไนเต็ด และสเปอร์ส โดยเก็บได้ถึง 10 แต้มจาก 4 เกมนี้ ขณะที่ แมนฯ ซิตี้ เพิ่งเจอทีมใหญ่ในระดับบิ๊กซิ๊กซ์ไปแค่ทีมเดียวเท่านั้นคือ “คลับไก่” แถมดันทำได้แค่เสมอในบ้านซะด้วย

หมายความว่าโปรแกรมที่เหลือในครึ่งแรกของฤดูกาล แมนฯ ซิตี้ ต้องเจองานที่หนักกว่า ลิเวอร์พูล

อืมมมมมม…คิดแล้วก็เหนื่อยแทนยิ่งนัก

เหนือสิ่งอื่นใดคือเกมที่ต้องออกไปเยือน แอนฟิลด์ ในวันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายนนี้แหละ ซึ่งเปรียบเสมือนนัดชิงชนะเลิศ ยกแรก ของทั้ง 2 ทีม

คาดว่าถึงตอนนั้นช่องว่างระหว่างคะแนนน่าจะยังห่างกันเท่าเดิมคือ 6 แต้ม

ถ้า แมนฯ ซิตี้ บุกไปขย่ม แอนฟิลด์ ได้สำเร็จ ช่องว่างจะลดลงเหลือแค่ 3 แต้ม

หากเสมอกันก็ 6 แต้มเท่าเดิม

แต่ถ้าลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยัดเยียดความปราชัยให้แชมป์เก่าได้สำมะเร็จก็จะหนีไปเป็น 9 แต้ม

ช้อยแทบจะเก็บฉากได้เลยนะนั่น

ความกดดันจึงน่าจะอยู่ที่ แมนฯ ซิตี้ มากกว่า เพราะไม่ได้รับอนุญาตให้พลาด และห้ามแพ้เด็ดขาด โดยสิ่งที่พวกเขาจะต้องเจอคือการเพรสซิ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็วและหนักหน่วงในสไตล์ เดธ เมทั่ล ซึ่งเหนือกว่า เฮฟวี่ เมทั่ล ขึ้นไปอีก 1 ขั้น

แม้ฟอร์มการเล่นโดยรวมของ แมนฯ ซิตี้ ใน 10 เกมแรกของฤดูกาลยังน่าขามเกรงอยู่ก็จริง แต่เราก็มองเห็นจุดอ่อนจากพวกเขาว่ามีมากกว่าคู่ขับเคี่ยว

เช่นเดียวกับแรงจูงใจ

ทันใดลมหายใจมันก็พรูพรั่งออกมาทางรูปากและโพรงจมูกแบบยาวๆ โดยไม่รู้ตัว

ขอพลังจงอยู่คู่กับ แมนฯ ซิตี้