ดราม่าแดงเดือด - ดูบอลสด เว็บดูทีวีออนไลน์ คมชัด ดูบอลสด ทุกคู่ทุกลีกดัง TV24HD

ดราม่าแดงเดือด

adminzOctober 19, 2019
ดราม่าแดงเดือด

จำได้ไหมครับว่าศึกแดงเดือดครั้งสุดท้ายที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คุมลูกทีมห้ำหั่นกับคู่แค้นตลอดชาติอย่าง ลิเวอร์พูล ผลออกมาเป็นอย่างไร

อืมมมมม…เชื่อว่าหลายคนคงจำไม่ได้แล้วล่ะ แถมความจริงมันก็เป็นเพียงแค่เกมๆ หนึ่งที่ไม่ค่อยมีอะไรน่าจดจำสักเท่าไหร่

บันทึกว่าศึกแดงเดือดนัดสุดท้ายของคุณป๋า แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายเฉือนเอาชนะ ลิเวอร์พูล 2-1 ที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด โดยเป็นแดงเดือดธรรมดาๆ นัดหนึ่งที่ไม่มีดราม่าใดๆ ผิดกับฤดูกาลก่อนหน้านั้นที่ หลุยส์ ซัวเรซ กับ ปาทริซ เอวร่า ก่อดราม่าจับมือบรรลือโลก

นับตั้งแต่ท่านพระยาหมื่นลูกหนังอำลาตำแหน่งพ่อใหญ่แห่ง โอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อ 2013 แมนฯ ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล ห้ำหั่นกันศึกแดงเดือดไปแล้ว 15 นัด

แบ่งเป็นพรีเมียร์ลีก 12 นัด, ยูโรปา ลีก 2 นัด และลีก คัพ 1 นัด

ผลงานโดยรวมของ แมนฯ ยูไนเต็ด ถือว่าดีกว่า ลิเวอร์พูล เล็กน้อย คือชนะ 6 เสมอ 5 และแพ้ 4

ดราม่าแดงเดือด

เดวิด มอยส์ คุมทีมทำศึกแดงเดือด 3 นัด (ชนะ 1 แพ้ 2)

หลุยส์ ฟาน กัล 6 นัด (ชนะ 4 เสมอ 1 แพ้ 1)

โชเซ่ มูรินโญ่ 5 นัด (ชนะ 1 เสมอ 3 แพ้ 1)

และ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา 1 นัด (เสมอ)

แต่ 8 นัดล่าสุดที่เจอกันในทุกรายการ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายเอาชนะ ลิเวอร์พูล ได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม

 หากนับเฉพาะในศึกพรีเมียร์ลีก 10 นัดล่าสุด ผลปรากฏว่า ลิเวอร์พูล ก็เอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้เพียงแค่ครั้งเดียวเช่นกัน

พูดกันหลายปากว่าบัดเดี๋ยวนี้ศึกแดงเดือดไม่ค่อยมีความเข้มข้นและเดือดดาลระดับ 80,000 ตีนถีบเหมือนก่อน อัตราความเมามันของการเซิ้งแข้งกันบนลานจอดหญ้าลดลงอย่างน่าใจหาย

ขอบอกว่าเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้มันเป็นแบบนั้น เพราะการเข้ามาเป็นกุนซือปีศาจแดงของ โชเซ่ มูรินโญ่ นี่แหละ

ดราม่าแดงเดือด

เจ้าของสมญา “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” มีความหลังกับ ลิเวอร์พูล ตั้งแต่ตอนคุม เชลซี แล้วนะครับ เมื่อเจอกันในศึกแดงเดือดจึงนิยมใช้เหลี่ยมเล่ห์และกลยุทธ์ เพื่อเน้นผลการแข่งขัน ผิดกับในอดีตที่คู่นี้ใส่กันเต็มดอกให้ตายหงส์ตายห่านกันไปข้าง ด้วยเป็นการศึกแห่งศักดิ์ศรีที่ยอมกันไม่ได้

ยุคที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เป็นกุนซือปีศาจแดง การศึกระหว่าง แมนฯ ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล จึงจบลงด้วยการเสมอกันแบบจืดชืดถึง 3 นัด

แม้อัตราความเมามันจะลดน้อยลงไปในช่วงหลัง กระนั้นยังเกิดดราม่าน่าจดจำมากมาย

พลพรรคหงส์แดงเคยบุกถล่ม โอลด์ แทรฟฟอร์ด ตอนที่ เดวิด มอยส์ คุมทีม โดยที่ผู้ตัดสิน มาร์ค แคล็ตเท่นเบิร์ก มอบจุดโทษ ลิเวอร์พูล ถึง 3 ครั้งในเกมนั้น

แหม่…นี่ถ้าทะลึ่งให้จุดโทษทีมเยือน 3 ครั้งในเกมเดียวที่ แอนฟิลด์ เข้าใจว่า “พี่มาร์ค” คงถูกแฟนบอลเจ้าถิ่นจับโก้งโค้งแล้วเอานกหวีดยัดเข้าไปในรูตูดแล้วล่ะ อิอิอิ

ตอน หลุยส์ ฟาน กัล เป็นผู้จัดการทีมปีศาจแดงก็เกิดดราม่าที่น่าจดจำมากมาย

ตัวอย่างเช่นการลากเลื้อยเข้าไปสังหารหงส์แดงของ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ที่ลงเล่นเป็นนัดแรกในฐานะตัวสำรอง หรือใบแดง 38 วินาทีของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ที่เขาเหมือนถูกเจ้านายตัวเองอย่าง เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ส่งลงไปตายแท้ๆ เหตุเพราะพี่แกหมายมั่นปั้นมือว่าจะได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในเกมสำคัญแบบนี้ แพสชั่นจึงอัดอั้นจนบวมเป่งเต็มที่ ก่อนระเบิดออกด้วยการพุ่งเข้าเสียบ อันเดร์ เอร์เรร่า อย่างอำมหิตยิ่งนัก

ดราม่าแดงเดือด

    ชัยชนะครั้งสุดท้ายของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในศึกแดงเดือดเกิดขึ้นตอน โชเซ่ มูรินโญ่ ยังเป็นกุนซือที่วางแผนให้ลูกทีมเน้นเกมรับอย่างเหนียวแน่นบนความรัดกุม และระมัดระวัง โดยสั่งให้แอชลี่ย์ ยัง เป็นคนคอยตามประกบดาวเตะที่โชว์ฟอร์มร้อนแรงทะลุส้นตีนที่สุดในนาทีนั้นอย่าง โมฮาเหม็ด ซาล่าห์

แมนฯ ยูไนเต็ด อาศัยยุทธ์วิธีการเล่นแบบ “พาร์ค เดอะ บัส” พลางหาจังหวะสวนกลับด้วยลูกยาว ก่อน มาร์คัส แรชฟอร์ด จะสถาปนาตัวเองเข้าไปอยู่ในทำเนียบ “สเก๊าซ์ เดสทรอยเยอร์ส” ด้วยกดคนเดียว 2 ดอก

แต่ธันวาคมปีที่แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ ก็ถูกพวกหงส์สังหารพลางล้างแค้นอย่างสาสมที่ แอนฟิลด์ ถึงขนาดกระเด็นออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมปีศาจแดงเลยทีเดียว !!!

แล้วศึกแดงเดือดที่กำลังจะเดินทางมาถึงเมืองมนุษย์อีกครั้งในวันอาทิตย์นี้ล่ะ ???

ศึกแดงเดือดจัดเป็นเกมฟาดแข้งอยู่นอกเหนือจากเหตุผลทางด้านฟุตบอลนะครับ

สิ่งที่ไม่คาดฝัน หรือเรื่องบ้าๆ บอๆ สามารถเกิดขึ้นได้แบบไม่ต้องการความเข้าใจใดๆ ทั้งสิ้น แม้ผลงานและฟอร์มการเล่นของทั้ง 2 ทีมในตอนนี้จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

แมนฯ ยูไนเต็ด กลายเป็นทีมดาดๆ ระดับกลางตารางอย่างสมบูรณ์แบบด้วยรูปแบบการเล่นที่สะเปะสะปะสิ้นดี เกมรุกก็ห่วยแตก และประสิทธิภาพต่ำอย่างจงหนัก

ดราม่าแดงเดือด

8 นัดที่ผ่านมาในพรีเมียร์ลีก พวกเขายิงได้แค่ 9 ประตูเท่านั้นเอง

ตรงกันข้ามกับ ลิเวอร์พูล ที่กะซวกชัยมา 8 เกมติดต่อกัน

    ย้อนกลับไปในศึกแดงเดือดขบวนล่าสุด เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ดูเหมือน เจอร์เก้น คล็อปป์ จะเกรงใจในศักดิ์ศรีของ แมนฯ ยูไนเต็ด มากเกินไปหน่อย ทั้งที่สภาพของปีศาจสามง่ามไม่ค่อยสมประกอบสักเท่าไหร่

ผ่านไป 21 นาที อันเดร์ เอร์เรร่า ได้รับบาดเจ็บเล่นต่อไม่ไหวจนต้องให้ เจสซี่ ลินการ์ด ลงมาแทน

ถัดมา 4 นาที ฆวน มาต้า ถูกอาการบาดเจ็บกระชากออกจากสนามอีกคน

เท่านั้นไม่พอตัวสำรองอย่าง เจสซี่ ลินการ์ด ก็ดันมาบาดเจ็บจนต้องเปลี่ยนตัวออกก่อนจบครึ่งแรกไม่กี่นาที

แทนที่จะสวมวิญญาณฆาตกรโรคจิตสั่งลูกทีมเดินหน้าฆ่ามัน

เจอร์เก้น คล็อปป์ กลับเลือกที่จะเล่นแบบเพลย์เซฟ หวังควักแค่คะแนนเดียวจาก โอลด์ แทรฟฟอร์ด ก่อน 2 แต้มที่หายไปจะส่งผลเสียหายต่อตัวเองในบั้นปลาย

นั่นคือหนึ่งในความภาคภูมิใจอันน้อยนิดของบรรดาเด็กผีเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

ดราม่าแดงเดือด

สำหรับการศึกครั้งนี้

ว่ากันว่ามันอาจเป็นเกมชี้ชะตาของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เลยทีเดียว

เฉพาะอย่างยิ่งหากถูกคู่แค้นตลอดชาติอย่าง ลิเวอร์พูล บุกมาเหยียบจมูกถึงถิ่น เขามีสิทธิ์ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกับ โชเซ่ มูรินโญ่

ดังนั้นคุณน้าลูกอมจึงจำเป็นต้องวางแผนการเล่นอย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุด เพื่อหยุดยั้งเครื่องจักรสีแดงผู้อหังการให้จงได้

    ผมสังหรณ์ใจว่าจะเกิด “ดราม่า” ว่าแล้วขออนุญาตคิดถึงผลลัพธ์ของการศึกครั้งนี้นี้ดูเล่นๆ นะครับ

1. แมนฯ ยูไนเต็ด เอาตัวรอดจากความพ่ายแพ้แบบหวุดหวิดพลางหยุดสถิติชนะรวดของ ลิเวอร์พูล ได้สำเร็จ

2. แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นทีมแรกในฤดูกาลนี้ที่ยัดเยียดความปราชัยให้ ลิเวอร์พูล ได้สำเร็จ

3. ลิเวอร์พูล บุกถล่มโรงละครแห่งความฝันจนราบเป็นหน้ากลอง ทำสถิติชนะ 9 นัดติดต่อกันตั้งแต่เปิดฤดูกาล และทำสถิติชนะ 18 นัดติดต่อกันในพรีเมียร์ลีกเทียบเท่า แมนฯ ซิตี้ สถานการณ์ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ตกต่ำดำดิ่งยิ่งกว่าตกลงไปในเหวนรก แถมส่งวิญญาณของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ไปสู่สุคติ

ดราม่าแดงเดือด

หนทางแรกมีโอกาสเป็นไปได้ประมาณ 5%

ส่วนหนทางที่สองมีโอกาสประมาณ 3%

ในยุคหลังๆ ของศึกแดงเดือดมักจะเป็น ลิเวอร์พูล ที่เป็นฝ่ายเล่นได้เหนือกว่า บุกมากกว่า มีโอกาสทำลายตาข่ายมากกว่า และสมควรเป็นผู้ชนะมากกว่า

สุดท้ายมักจะไม่ชนะ…ซะอย่างนั้น

แต่ถ้าว่ากันด้วยเหตุผลของฟุตบอลล้วนๆ โดยไม่เกี่ยวกับพลังงานบางอย่างที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

แมนฯ ยูไนเต็ด รอดยากครับ แถมมีโอกาส “คาบ้าน” ค่อนข้างสูงซะด้วย

 …ว่าแล้วก็ตัวใครตัวมันนะครับ