"ซูโม่มองโกล" : พรสวรรค์แห่งทุ่งหญ้าสู่การกวาดแชมป์ในญี่ปุ่น - ดูบอลสด เว็บดูทีวีออนไลน์ คมชัด ดูบอลสด ทุกคู่ทุกลีกดัง TV24HD

“ซูโม่มองโกล” : พรสวรรค์แห่งทุ่งหญ้าสู่การกวาดแชมป์ในญี่ปุ่น

adminzNovember 18, 2019

เมื่อพูดถึง “ซูโม่” ทุกคนคงนึกถึงหนึ่งในกีฬาประจำชาติญี่ปุ่น ที่มีผู้ชายร่างใหญ่นุ่งผ้าเตี่ยวสองคนมาต่อสู้กันในวงกลมเล็กๆ เรียกว่าเป็นของคู่บ้านคู่เมืองดินแดนอาทิตย์อุทัยมาช้านาน จนรวมเป็นหนึ่งกับวัฒนธรรมชาติอย่างแยกไม่ออก

อย่างไรก็ตาม คงมีน้อยคนที่จะรู้ว่าในช่วงปี 2002-2016 นักซูโม่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ย่อยยับให้กับนักซูโม่จากแผ่นดินมองโกเลีย ลูกหลานเจงกีสข่านเหล่านี้สามารถคว้าแชมป์การแข่งขันซูโม่ในประเทศญี่ปุ่นได้มากถึง 81 จาก 88 รายการ ตลอดช่วงสิบสามปี รวมไปถึงการแข่งขันในรุ่น “โยโกซึนะ” ซึ่งเป็นรุ่นที่ยิ่งใหญ่และมีเกียรติยศมากที่สุดด้วย

ทำไมนักซูโม่จากมองโกเลียจึงแข็งแกร่งจนชนชาติเจ้าของกีฬาก็ไม่อาจเทียบเคียงได้? การจะหาคำตอบของเรื่องราวนี้อาจจะต้องย้อนไปไกลถึง 7,000 ปีก่อนคริสตศักราช…

มรดกแห่งมองโกเลีย

อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าซูโม่มีประวัติศาสตร์คู่ชาติมองโกเลียมายาวนาน ตรงกันข้าม กีฬาชนิดนี้เพิ่งเข้ามามีอิทธิพลในประเทศได้ประมาณ 20 ปีเท่านั้น แต่ก่อนหน้าที่มองโกเลียจะรู้จักกับซูโม่ กีฬาประจำชาติที่อยู่คู่กับชาวมองโกเลียมาทุกรุ่นคือ “มวยปล้ำ”

1

มวยปล้ำมองโกเลียหรือที่ในภาษาท้องถิ่นเรียกว่า “Bökh” อาจจะแตกต่างกับมวยปล้ำที่คนทั่วไปรู้จัก ไม่มีการจับทุ่มน่าตื่นตาตื่นใจ ไม่มีการเหวี่ยงเข้าเชือก ไม่มีการจับล็อก มีเพียงชายสองคนมาเผชิญหน้าต่อสู้กัน และถ้าอวัยวะส่วนอื่นนอกจากเท้าแตะพื้นก็จะถือว่าเป็นฝ่ายแพ้ ซึ่งดูคล้ายกับกีฬาซูโม่ของญี่ปุ่น

จุดเริ่มต้นของมวยปล้ำมองโกเลียตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดคือภาพวาดรูปชายสองคนเปลือยกายต่อสู้กันท่ามกลางฝูงชนที่ห้อมล้อมบนผนังถ้ำ ในจังหวัด Bayankhongor ซึ่งสันนิษฐานว่าถูกวาดขึ้นเมื่อกว่า 7,000 ปีก่อนคริสตศักราช หลักฐานทางประวัติศาสตร์อีกชิ้นคือภาพวาดการต่อสู้ Bökh บนแผ่นทองสัมฤทธิ์ที่ค้นพบในซากปรักหักพังของจักรวรรดิซฺยงหนู (206 ปีก่อนคริสตศักราช – ค.ศ. 220)

มวยปล้ำมองโกเลียหรือ Bökh แพร่หลายอย่างถึงที่สุดในยุคของเจงกีสข่าน (ค.ศ.1206-1227) หนึ่งในนักรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เรื่อยมาจนถึง ค.ศ. 1368 ในช่วงเวลาดังกล่าว เหล่าจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิมองโกลให้ความสำคัญกับกีฬาชนิดนี้จนถึงขั้นจัดเป็นเทศกาลท้องถิ่น รวบรวมเหล่าผู้แข็งแกร่งในแผ่นดินมองโกเลียมาต่อสู้กัน เพื่อค้นหาผู้แข็งแกร่งที่สุด นอกจากนั้นพวกเขายังใช้กีฬามวยปล้ำเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการคัดเลือกทหารเข้าสู่กองพล และจัดอันดับยอดนักสู้ในกองทัพ

ดังนั้น ด้วยประวัติศาสตร์คู่มาตุภูมิมองโกเลียอันยาวนาน มวยปล้ำจึงเป็นหนึ่งในมรดกตกทอดของชนชาติจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบัน จนมีคำกล่าวว่า

“สามทักษะที่ลูกผู้ชายชาวมองโกเลียทุกคนต้องเชี่ยวชาญคือ การขี่ม้า, ยิงธนู, และมวยปล้ำ”

ต้องสู้เพื่อปากท้อง

ในอดีต จักรวรรดิมองโกลคือจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรจนไม่มีใครทัดเทียม แต่ในยุคปัจจุบันนั้นแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง มองโกเลียเป็นประเทศเล็กๆ ที่มีประชากรเพียงสามล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่หาเลี้ยงชีพด้วยการเกษตรกรรม ความเจริญด้านวัตถุหรือเศรษฐกิจยังไม่ได้รับการกระจายให้เข้าถึงอย่างเท่าเทียม รายได้เฉลี่ยต่อหัวเพียง 383 เหรียญสหรัฐต่อเดือน ดังนั้น ผู้คนส่วนใหญ่จึงต้องดิ้นรนอย่างถึงที่สุดเพื่อเลี้ยงปากท้อง พวกเขาไม่ได้มีฝันยิ่งใหญ่อย่างเจงกีสข่าน พวกเขาหวังแค่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้น

2

ตรงกันข้ามกับญี่ปุ่น ที่ในปัจจุบันคือหนึ่งในประเทศมหาอำนาจของโลก มีเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง คุณภาพชีวิตประชากรดีกว่ามองโกเลียอย่างเทียบไม่ได้ ดังนั้นสำหรับชาวมองโกเลียในพื้นที่ห่างไกล ญี่ปุ่นคือแดนสวรรค์ที่สามารถทำให้คุณภาพชีวิตของเขาดีขึ้น… แต่หนทางไหนกันล่ะที่จะพาพวกเขาไปยังดินแดนแห่งนั้นได้?

คำตอบคือกีฬาซูโม่

ถึงแม้ชาวมองโกเลียจะแทบไม่เคยรู้จักกีฬาชนิดนี้ แต่พวกเขาทุกคนมีทักษะที่ใกล้เคียงกันติดตัวมาตั้งแต่จำความได้ นั่นคือ Bökh หรือมวยปล้ำมองโกเลีย ซึ่งมีกฎกติกาและวิธีการเล่นคล้ายกัน ไม่ใช่เรื่องยากที่จะประยุกต์ใช้กับกีฬาซูโม่ ดังนั้นทักษะมวยปล้ำที่แทบทุกคนในประเทศมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้วนั้นจึงเปรียบเหมือนตั๋วล้ำค่าที่จะพาพวกเขาไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น

ส่วนในประเทศญี่ปุ่นนั้น ซูโม่อาจจะเป็นหนึ่งในกีฬามรดกคู่ชาติ แต่ไม่ใช่กีฬาที่คนรุ่นใหม่ใฝ่ฝันอยากจะเป็น เพราะการจะเป็นนักซูโม่อาชีพนั้นต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่งในทุกๆวันเพื่อเริ่มการฝึกซ้อม ต้องสวมใส่ชุดยูกาตะตลอดเวลาเมื่อออกสู่สาธารณะ ต้องใช้ชีวิตอยู่ในกรอบ ไม่สามารถทำตามใจได้ในหลายๆเรื่อง ถูกควบคุมอาหารการกิน และที่สำคัญคือรายได้ไม่สูง เมื่อเทียบกับสิ่งที่ต้องทุ่มเท ต่อให้เป็นนักซูโม่ที่เก่งที่สุดในประเทศก็มีรายได้เพียงสี่แสนเหรียญสหรัฐต่อปีเท่านั้น

ดังนั้น สำหรับประเทศที่มีคุณภาพชีวิตที่ค่อนข้างสบาย นี่จึงไม่ใช่อาชีพในฝันของผู้คน ตรงกันข้ามกับชาวมองโกเลียโดยสิ้นเชิง เพราะเหล่าลูกหลานเจงกีสข่านไม่สนใจว่าต้องตื่นกี่โมง ต้องฝึกซ้อมหนักขนาดไหน หรือต้องอยู่ในกฎอะไรบ้าง ขอเพียงแค่มีชีวิตที่สบายขึ้นกว่าในบ้านเกิด เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

3

“ชาวมองโกเลียมีจิตใจที่หิวกระหาย และมีร่างกายที่แข็งแกร่งโดยธรรมชาติ แต่ชาวญี่ปุ่นนั้นอ่อนแอ โดยเฉพาะในด้านจิตใจ” ฮารุมิ คานายะ แฟนซูโม่พันธุ์แท้ชาวญี่ปุ่นแสดงความเห็น

เมื่อมีดินแดนในฝันอยู่เบื้องหน้า ในช่วงปลายยุค 90 เชื่อมต่อต้นยุค 2000 เหล่านักล่าฝันชาวมองโกเลียรุ่นบุกเบิกกลุ่มแรกก็แพ็คความหวังใส่กระเป๋า ทิ้งทุ่งหญ้าอันเวิ้งว้างไว้ด้านหลัง ก่อนจะออกเดินทางสู่ประเทศญี่ปุ่น เมืองที่เต็มไปด้วยแสงสีที่พวกเขาไม่คุ้นเคย…

ตำนานการล่าฝันของ Dolgorsürengiin Dagvadorj และ Byambajav Ulambayar

ถ้าจะพูดถึงนักซูโม่ชาวมองโกเลียที่ประสบความสำเร็จสูงสุด มีเรื่องราวที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ จุดประกายความฝันให้กับชาวมองโกเลียได้มากที่สุด คงหนีไม่พ้นชื่อของ Dolgorsürengiin Dagvadorj และ Byambajav Ulambayar เพราะทั้งคู่คือตำนานที่ยังมีชีวิตของชาวมองโกเลีย แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของพวกเขาสองคนก็แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง

4

Dolgorsürengiin Dagvadorj หรือชื่อในวงการซูโม่ญี่ปุ่นคือ Asashōryū Akinori เกิดในครอบครัวนักมวยปล้ำฝีมือเยี่ยมแห่งมองโกเลีย ทำให้เขาคลุกคลีกับศิลปะการต่อสู้มาตั้งแต่จำความได้ ไม่ว่าจะเป็นมวยปล้ำ ยูโด หรือแซมโบ้ ก็ฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น Dolgorsürengiin ได้มีโอกาสเดินทางไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศญี่ปุ่น และในตอนนั้นก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้จักกับกีฬาซูโม่ จากการเข้าร่วมกิจกรรมชมรมของโรงเรียน

ถึงแม้จะเป็นหน้าใหม่สำหรับกีฬาชนิดนี้ แต่ทันทีที่ได้เล่น เขาก็แสดงความแข็งแกร่งให้ทุกคนได้เห็น เนื่องจากเขามีทักษะมวยปล้ำมองโกเลียที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะนำมาปรับใช้กับกีฬาซูโม่ นอกจากนั้น Dolgorsürengiin ยังพกพาความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจฉบับชาวมองโกเลียแท้ๆขึ้นไปสู้ด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ไม่มีใครสามารถต้านทานเขาได้

เมื่อเริ่มมีชื่อเสียงในวงเล็กๆ Dolgorsürengiin ก็โดนทีมซูโม่อาชีพวากามัตสึ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ทาคาซาโกะ) ชักชวนให้เข้าร่วมทีม ถึงแม้จะเพิ่งรู้จักกีฬาชนิดนี้ได้ไม่นาน แต่นี่คือโอกาสสำคัญที่จะทำให้ชีวิตเขาและครอบครัวสบายขึ้น เขาจึงตอบตกลง โดยทิ้งแผ่นดินมองโกเลียไว้เบื้องหลัง… คงอีกนานกว่าจะได้กลับไป

5